ปราสาทฮิเมะจิ

ปราสาทฮิเมะจิ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ภาษาญี่ปุ่น: 姫路城 Himeji-jo, Himeji Castle

เป็นปราสาทรูปแบบญี่ปุ่น ที่ตั้งสง่าอยู่ในเมืองฮิเมะจิ จังหวัดเฮียวโงะ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียวที่หลุดรอดมาจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิง เมื่อพ.ศ. 2538 ปราสาทฮิเมะจิได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2536 ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่สวยสดงดงามที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ โดยอีก 2 แห่งที่เหลือคือ ปราสาทมะสึโมะโตะ และปราสาทคุมะโมะโตะ และยังเป็นปราสาทที่มีผู้มาเที่ยวเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่น  และชาวญี่ปุ่นนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว ซึ่งมีที่มาจากพื้นผิวปราสาทภายนอกซึ่งมีสีขาวสว่างสะไหว ในปัจจุบันปราสาทฮิเมะจิได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นและมรดกโลกไปแล้ว

สถาปัตยกรรม

ปราสาทฮิเมะจิ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ปราสาทฮิเมะจิเป็นของปราสาทญี่ปุ่นที่สมบูรณ์ ด้วยมีลักษณะรูปแบบสถาปัตยกรรมและยุทโธปกรณ์ครบตามองค์ประกอบของแบบปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่างๆในบริเวณปราสาทถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามองค์ประกอบของปราสาทญี่ปุ่นโดยแท้จริง  และรอบๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย  เช่น  ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท

จุดเด่นหลักๆ ของปราสาทอย่างหนึ่งคือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต  ทั้งประตูและกำแพงต่างๆในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้ง่ายๆ  โดยทางเดินมีรูปแบบเป็นวงก้นหอยรอบๆอาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย ระหว่างที่ศัตรูกำลังหลงทางอยู่นี้ก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักได้โดยสะดวก แต่อย่างไรก็ตาม ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีในลักษณะแบบนี้เลย ระบบการป้องกันต่างๆ จึงยังไม่เคยถูกใช้งานเลยก็ว่าได้

ประวัติ

ปราสาทฮิเมะจิ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ในปี 1346 อะกะมะสึ ซะดะโนะริ ได้วางแผนที่จะก่อสร้างปราสาทขึ้นที่เชิงเขาฮิเมะจิที่ซึ่งอากามัตสึ โนริมุระ ได้สร้าง วัดโชเมียวขึ้น  หลังจากอากามัตสึเสียชีวิตในสงครามคาคิทสึ ตระกูลยามานะได้เข้าครอบครองปราสาท แต่หลังจากสงครามโอนิน ตระกูลอากามัตสึก็ยึดปราสาทกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาในปี 1580 โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ได้เข้ามาเป็นผู้ปกครองปราสาทแทน และมีการสร้างหออาคารหลักสูง 3 ชั้น ดำเนินการโดยคุโรดะ โยชิทากะ

หลังจากสงครามเซกิงาฮาราเมื่อปี ค.ศ. 1601 โทะกุงะวะ อิเอะยะสุได้ยกปราสาทฮิเมะจิให้แก่อิเคะดะ เทะรุมะซะ อิเคดะได้ดำเนินการต่อเติมปราสาทเป็นเวลา 8  ปี จนเป็นรูปแบบอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน ส่วนต่อเติมส่วนสุดท้าย คือ วงเวียนด้านตะวันตก เสร็จสมบูรณ์ในปี 1618

เมื่อสิ้นสุดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมะจิเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียว โทะซะมะ ขณะนั้นปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซะกะอิ ทะดะซุมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิเมื่อ ปี ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทของอิเคดะ เทะรุมะซะ เข้าบุกเข้าปราสาท และขับไล่ผู้ปกครองออกไป

ปราสาทฮิเมะจิถูกทิ้งระเบิดในปี ค.ศ. 1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบแล้ว แม้ว่าพื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่จะถูกเผาทำลาย แต่ปราสาทยังคงตั้งอยู่ได้โดยแทบไม่เสียหายใดๆ ทั้งสิ้น

มรดกโลก

ปราสาทฮิเมะจิได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 17 เมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่เมืองการ์ตาเฮนา ประเทศโคลอมเบีย ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้

- เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์

- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนา ทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ที่มา: วิกิพีเดีย

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , ,

กำแพงเมืองจีน

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

กำแพงเมืองจีน  ชื่อภาษาจีนแบบเต็ม 長城  ภาษาจีนตัวย่อ 长城  ออกเสียงว่า พินอิน  Chángchéng ฉางเฉิง ชื่อทางภาษาอังกฤษว่า Great Wall of China  ซึ่งเป็นกำแพงที่มีป้อมปราการคั่นเป็นช่วง ๆ  กำแพงส่วนมากที่เห็น ณ ปัจจุบันได้ถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกฮันส์ หรือชนเผ่า ซยงหนู (Xiongnu) คำว่า ซยงหนู บางทีก็สะกดว่า ซุงหนู หรือ ซวงหนู ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอารยธรรมจีนในยุคสมัยต้นๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว หรืราวๆ 400 ปีก่อนคริสตกาลนู้น  เพราะเนื่องจากจะเข้ามารุกรานจีนตามแถวแนวชายแดนทางเหนือของจีน ในสมัยราชวงค์ฉินได้ออกคำสั่งให้จัดทำกำแพงหมื่นลี้ตามชายแดน เพื่อป้องกันพวก ซยงหนู เข้ามารุกราน และพวกเติร์กจากทางเหนือ ต่อจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่าทะลวงกำแพงเมืองจีนได้เป็นสำเร็จ

กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

กำแพงเมืองของจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ ชื่อภาษาจีนตัวเต็ม  萬里長城  ชื่อภาษาจีนตัวย่อ 万里长城  พินอิน  Wànlĭ Chángchéng ว่านหลี่ฉางเฉิง สำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ได้ประกาศในวันที่ 6 มิถุนายน 2555 ว่า นักโบราณคดี ได้สำรวจวัดความยาวของสิ่งก่อสร้างจากมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือ “กำแพงเมืองจีน” อย่างเป็นทางการเป็นเวลานานร่วม 5 ปี ตั้งแต่ 2008 จนถึง 2012 และยังพบอีกว่ายาวกว่าที่จดบันทึกไว้เดิมกว่าถึง 2 เท่าตัวด้วยกัน หรือ 21,196.18 กิโลเมตร จากเดิม 8,850 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ   และนับเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากนอกโลกจะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถที่จะมองเห็นจากอวกาศได้

กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ระยะเวลาในการสร้างกำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นในระยะเวลา 4 ช่วงหลัก ๆ ดังนี้

พ.ศ. 338 (ราชวงศ์ฉิน) 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

พ.ศ. 443 (ราชวงศ์ฮั่น)

พ.ศ. 1681 – 1741 (สมัย 5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร)

พ.ศ. 1911 – 2163 (รัชสมัยจักรพรรดิหงอู่ ต้นราชวงศ์หมิง)

กำแพงเมืองจีน สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ประวัติ

กำแพงเมืองจีนได้ถูกทำขึ้นเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ของชาวจีน วัตถุประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีจัดทำเพิ่มเติมโดยฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนเกิดผลสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนเป็นงานก่อสร้างที่สุดมหัศจรรย์ที่สุดของโลกเท่าที่เคยมีมา

มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

1. เราไม่สามารถที่เห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ได้ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่สร้างโดยน้ำมือมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่จะสามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราจะสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การที่เรามองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นเรื่องยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน และหิน

2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด แท้จริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกทำขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานานนับพันปี โดยจะเป็นการต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนทอดยาวหลายพันกิโลเมตร

3. กำแพงเมืองจีนเปรียบเสมือนหลุมศพของผู้ก่อสร้างได้มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคน ถูกบังคับใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งคนจำนวนมากเหล่านี้ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้ที่ตายแล้วก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นหลุมศพมีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่ว่ากันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ทำกำแพง

4. ความยาวของกำแพงเมืองจีนนั้น จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน แต่ในภาษาจีน จะเรียกกันว่ากำแพงเมืองจีนว่า “กำแพงยาวหมื่นลี้” (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ มีความยาวราวๆ ประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร

5. การทำกำแพงเมืองจีน ปกป้องการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้ง 2 ครั้งที่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดศึกภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก

6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

7. กำแพงเมืองจีนเป็นทางสัญจร ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

8. กำแพงเมืองจีนทำขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกทำขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางทีก็มีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ อยู่แถวกรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกทำโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกทำโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกทำโดยใช้โคลน จึงทำให้เกิดความเสียหายได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนมากถูกทำในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่า

9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการตรวจสอบของนักอนุรักษ์ในปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ เนื่องจากการขาดการดูแลโดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาที่อาศัยอยู่ใกล้ๆกับกำแพงเมืองจีน ไม่สนใจที่ให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , ,

บอลสเต็ป – เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่หลายๆคนยังไม่เป็นที่รู้จักมากสักเท่าไร่ ซึ่งสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ได้รับการโหวตให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก นั้นก็คือ เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง(Porcelain Tower of Nanking) ซึ่งตำแหน่งที่ตั้งนั้นก็ตั้งที่วัดต้าเป้าเอินในเมืองนานกิงซึ่งเป็น เมืองเอกของมณฑลเจียงซู อยู่ทางตอนเหนือของจีน และได้ถูกทำการจัดการก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตามความเชื่อทางศาสนาของประเทศจีน สมัยของราชวงศ์หมิง โดยชาวพุทธศาสนิกชนชาวจีนเป็นผู้ร่วมกัน ร่วม ร่วมใจ ในการก่อสร้างเจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง(Porcelain Tower of Nanking) ไว้ในครั้งนี้ โดยที่เจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง(Porcelain Tower of Nanking)ออกแบบเป็นทรงแปดเหลี่ยม ความสูงทั้งสิ้น 9 ชั้นหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวมีกระดิ่งแขวนไว้ทั้งหมด 80 ลูกบอลสเต็ป และมีเสียงเล่าลือกันจนเป็นตำนานว่ากันว่าบนยอดเจดีย์นั้น มีลูกบอลทำด้วยทองติดอยู่ ประกอบด้วยเหล็กที่เป็นวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง นอกจากนี้ว่ากันอีกว่ายังมีไข่มุกขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นเครื่องรางบอกความมีโชคมีชัยของกรุงนานกิงบอลสเต็ป

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สำหรับการสร้างโดยพุทธศาสนิกชนชาวจีนในครั้งนี้จัดทำการก่อสร้างไว้ในครั้งแรกเพียง 3 ชั้นเท่านั้น  และในยุคของจักรพรรดิยุ่งโล้แห่งราชวงค์เหม็งราวๆปี พ.ศ. 1973 ได้โปรดให้สร้างเพิ่มขึ้นไปอีกรวมเป็น 9 ชั้น มีบันไดวน184 ขั้น เป็นการสร้างเพื่อระลึกถึงคุณบิดามารดา และภายในเจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง จักรพรรดิ์ยุ่งโล้ได้บรรจุเครื่องบูชาที่ทำ ด้วยของมีค่า พวกเงิน ทองคำ และอัญมณีอื่นๆ จำนวนมาก ภายหลังเจดีย์แห่งนี้ได้ถูกฟ้าผ่า และถูกกบฎไต้เผ็ง ทำลายเมื่อปี พ.ศ. 2396 ถึงแม้ว่าจะเสียหายไปมากแต่ก็ยังมีความสวยสดงดงามและได้มีการบูรณะเจดีย์กระเบื้องเคลือบนานกิง เพื่อเป็นตำนานความสวยงามสืบสู่ลูกหลานบอลสเต็ป

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมืองนานกิง

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , ,

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (แทงบอลออนไลน์)

รูปปั้นพระเยซูคริส สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

รูปปั้นพระเยซูคริส สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่บนยอดเขากอร์โกวาดู ( Corcovado Mountain ) ในนครรีโอเดจาเนโร ( Rio de Janeiro ) ประเทศบราซิล ( Brazil ) คือ Christ the Redeemer ( statue ) ซึ่งได้รับเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งอยู่ในช่วงยุคใหม่ และถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครรีโอเดจาเนโร เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวคริส รวมทั้งเป็นที่ ที่นักท่องเที่ยวมักมาเยี่ยมความอลังการของสิ่งก่อสร้างนี้ด้วย ซึ่งรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่บนยอดเขากอร์โกวาดูเป็นสิ่งอลังการทีสูง 30 เมตร กว้าง 38 เมตร ซึ่งได้ทำการวัด วัดจากปลายแขนซ้าย ถึงปลายแขนขวา น้ำหนักรวมทั้งหมด 635 ตัน ซึ่งเป็นรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกเลยก็ว่าได้ ด้วยระดับความสูงของที่ตั้งถึง 710 เมตร แม้จะอยู่บนจุดสูงสุด รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ก็สามารถทนกับสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี ด้วยการก่อสร้าง ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หุ้มด้วยหินสบู่ ( Soapstone ) เนื่องจากมีความทนทานสูง และทำการก่อสร้างโดย ช่างแกะชาวฝรั่งเศล นามว่า Paul Landowski  ออกแบบโดยโครงสร้างนำโดยวิศวกรชื่อ Albert Caquot   ผู้ออกแบบสถาปัตกรรม เป็นวิศวกรชาวบราซิล ชื่อว่า Heitor da Silva Costa(แทงบอลออนไลน์)

ส่วนประวัติความเป็นมาของรูปปั้นพระเยซูคริสต์นั้น เมื่อเจ้าหญิง Isabel สนับสนุนให้หลวงพ่อ Pedro Maria ก่อสร้างรูปปั้นทางศาสนาขนาดใหญ่ เมื่อ ปี 1921 และทำการก่อสร้างเมื่อปี 1922 รูปปั้นพระเยซูคริสต์ที่มีขนาดใหญ่ โดยการก่อสร้างนั้นใช้ระยะเวลา 9 ปี โดยนับตั้งแต่ คริสศักราช 1922 ไปจนถึง 1931 โดยใช้รถไฟในลำเลียงสิ่งก่อสร้าง(แทงบอลออนไลน์) วัตถุดิบในการก่อสร้างต่างๆ รวมถึงคนงานด้วย ขึ่นสู่ยอดของเขา ซึ่งการก่อสร้างครั้งนี้ได้งบประมาณทั้งสิ้น 8,750,000 บาท ( 250,000 เหรียญสหรัฐ ) และรูปปั้นพระเยซูคริสต์ได้เคยโดนภัยจากธรรมชาติ จากการถูกฟ้าฝ่าแต่ก็ไม่เป็นไรเนื่องจากหินสบู่ที่ถูกห่อหุ้มเป็นอย่างดีรอบตัวรุปปั้น(แทงบอลออนไลน์)

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , ,

(sbo)สิ่งมหัศจรรย์ – ทัชมาฮาล

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทัชมาฮาล

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทัชมาฮาล

ทัชมาฮาล ถูกจัดทำขึ้นโดยจักรพรรดิ์ชาห์ เจฮัน ( Emperor Shah Jahan ) เพื่อรำลึกถึงความรักให้แก่ พระมเหสีมุมทัช มาฮาล ( Mumtaz Mahal ) ทัชมาฮาลที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ์ชาห์ เจฮัน ( Emperor Shah Jahan ) ถูกสร้างระหว่าง ค.ศ.1630-1648 ที่สวนริมผั่งแม่น้ำยมนา เมืองอัครา ออกแบบโดยอุสตาด ไอสา (Ustad lsa) โดยส่วนประกอบของทัชมาฮาล ประกอบด้วย หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลืองจากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง อยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียระไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ ด้วยสิ่งประกอบดังต่อไปนี้ และรูปทรงการสร้างกันอย่าได้ลงตัว ทำให้สถาปนิกทั่วโลกยอมรับว่าสร้างได้สวยสดงดงามพร้อมกับความลงตัวของสัดส่วนที่สุด และมีความกว้างด้านละ 100 เมตร ส่วนตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร โดยที่จะมีมุมสี่มุมแวดล้อมไปด้วยโดม และภายในโดมขนาดใหญ่จะมีโลงศพหินอ่อนประดับด้วยอัญมณีมากมายบรรจุอยู่ แต่นั้นเป็นแค่โลงเปล่าไม่ได้มีพระศพ ส่วนพระศพจริงๆนั้นอยู่ในอุโมงค์ข้างใต้โลงหินนั้น (sbo)
แต่เดิมมาแล้วนั้นชาห์ เจฮันตั้งใจที่จะจัดทำการสร้างเพื่อตัวพระองค์เองอีกที่ของฝั่งของแม่น้ำยมนา (sbo)โดยสร้างให้เหมือนกับทัชมาฮาลแต่สร้างด้วยหินอ่อนสีดำ แต่ทว่าสิ่งที่น่าคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อถูกจับขังถึง 7 ปี ด้วยพระโอรสของพระองค์เอง และสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมาและพระศพของพรองค์ถูกฝังอยู่เคียงข้างมิ่งมเหสีสุดที่รักนั่นเอง ส่วนสถาปนิกผู้ออกแบบทัชมาฮาล ก็ถูกสั่งประหาร เพื่อไม่ให้ออกแบบสิ่งที่สวยสดงดงามกว่าทัชมาฮาล ส่วนสถานที่แห่งนี้เป็นที่ยอมรับและได้รับคัดเลือกจากคนทั่วโลก 100 ล้านคนในการโหวตให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกโดยผ่านทางเว็บไซต์ www.new7wonders.com และเอสเอ็มเอสของโทรศัพท์ มือถือ(sbo)

Posted in Uncategorized Tagged , , , ,

หอเอนเมืองปิซา

หอเอนเมืองปิซา สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

หอเอนเมืองปิซา สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

หอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร

การสร้าง
เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี
หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1990-2001 หอเอนปีซาได้รับการปรับปรุงฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา

หอเอนเมืองปิซา สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

หอเอนเมืองปิซา สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ประวัติ
กาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้หอนี้ทดลองเกี่ยวกับเรื่อง แรงโน้มถ่วง ในตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา โดยใช้ลูกบอล 2 ลูกที่น้ำหนักไม่เท่ากันทิ้งลงมา เพื่อพิสูจน์ว่า ลูกบอล 2 ลูกจะตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่กาลิเลโอคาดไว้
ในปี ค.ศ.1934 เบนิโต มุสโสลินี พยายามจะทำให้หอกลับมาตั้งฉากดังเดิม โดยเทคอนกรีตลงไปที่ฐาน แต่กลับทำให้หอยิ่งเอียงมากขึ้นไปอีก กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ยิงปืนใหญ่ใส่หอเอนเมืองปิซา
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลี พยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา
ในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.1990 หอเอนเมืองปิซาถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม เพื่อความปลอดภัย อีกทั้งยังขุดดินของอีกด้านหนึ่งออก เพื่อให้สมดุลยิ่งขึ้น และในวันที่ 15 ธันวาคม 2001 หอเอนเมืองปิซาถูกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอีกครั้ง และถูกประกาศว่าสมดุลแล้วใน 300 ปีต่อมาหลังจากเริ่มทำการปรับปรุง
ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย
นอกจากนี้หอเอนเมืองปิซานี้ช่วยให้กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ ชาวอิตาเลียน ผู้มีชื่อเสียงของโลก ได้ทดลองความจริง เรื่องน้ำหนักของของที่ตกเป็นผลสำเร็จอีกด้วย

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , ,

มาชู ปิคชู (Machu Picchu) เมืองสาบสูญแห่งอินคา

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อเผ่าอินคา ทั้งจากภาพยนตร์และนวนิยาย ในภาพการต่อสู้ของชนเผาอินเดียแดงที่ยิ่งใหญ่กับผู้รุกรานผิวขาว เพื่อแย่งสมบัติล้ำค่าของเมืองแห่งทองคำนี้ Machu Picchu ได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็น หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์องโลกยุคใหม่ (New Seven Wonders of the World)เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ยวนใจให้คนทั่วโลกมาเยือนเปรู เพื่อเยี่ยมชมนครลึกลับที่ความความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ (South America)แห่งนี้

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

มาชู ปิคชู (Machu Picchu) เมืองสาบสูญแห่งอินคา

หลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อเผ่าอินคา ทั้งจากภาพยนตร์และนวนิยาย ในภาพการต่อสู้ของชนเผาอินเดียแดงที่ยิ่งใหญ่กับผู้รุกรานผิวขาว เพื่อแย่งสมบัติล้ำค่าของเมืองแห่งทองคำนี้ Machu Picchu ได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็น หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์องโลกยุคใหม่ (New Seven Wonders of the World)เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ยวนใจให้คนทั่วโลกมาเยือนเปรู เพื่อเยี่ยมชมนครลึกลับที่ความความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ (South America)แห่งนี้

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

เมืองสาบสูญแห่งอินคา (The Lost City of The Inca) ได้เปิดเผยตัวขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454) เมื่อ ฮิแรม บิงแฮม (Hiram Bingham) นักสำรวจชาวอเมริกัน จากโครงการสำรวจประเทศเปรูของ มหาวิทยาลัยเยล ได้ค้นพบเมืองโบราณที่ซุกตัวอยู่ภายใต้ป่าดงดิบบนยอดเขาสูง 2,35o เมตรจากระดับน้ำทะเล (main square) อันถูกรายล้อมไปด้วยหน้าผาสูงชัน ในประเทศเปรู ซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง สะกดให้ผู้พบเห็นได้จินตนาการถึงอารยะธรรมที่เคยรุ่งโรจน์ที่แห่งนี้

อันที่จริงการค้นพบเมืองแห่งนี้ เป็นความบังเอิญ เพราะแท้จริงแล้ว Bingham ได้เข้ามาสำรวจดินแดนแถบนี้ เพื่อค้นหาเมืองVivambamba เมืองซึ่งชาวสเปนได้บันทึกว่า เป็นเมืองที่กษัตริย์แห่งอาณาจักรอินคาใช้ในการหลบซ่อนเมื่อครั้งที่พ่ายแพ้ให้แก่กองทัพสเปน แต่แล้วการค้นพบ Machu Picchu เมืองที่แม้แต่สปนที่ได้ครอบครองอาณาจักรอินคากว่าสามร้อยปี ยังไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของ Machu Picchu ก็ทำให้โลกต้องบันทึกการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกุสโก(Cusco) เมืองมรดกโลกของยูเนสโก อดีตเมืองหลวงของอินคา ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการปกครอง การเมืองและการทหาร ประมาณ 70 กิโลเมตร Machu Picchu อยู่ในแถบเซาเธิร์นเซียร์ราส์ ประเทศเปรู ที่พิกัด latitude 13?7′ South และ longitude 72035′ West of the Greenwich Meridian ตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดีส ระหว่างภูเขา Machu Picchu กับ Huayna Picchu ในเขตของป่าอะเมซอน มีแม่น้ำอารูบัน(Urubamba) อยู่เบื้องล่าง ภูมิประเทศรายล้อมด้วยหน้าผาสูงราว 600 เมตร ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทำให้กลายเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติของผู้ที่จะรุกรานเมืองแห่งนี้ และด้วยภูมิประเทศที่ยากต่อการเข้าถึงที่ต้องบุกป่าฝ่าดงนี่เอง จึงเป็นข้อสงสัยว่า ชาวอินคาได้ใช้วิธีการใดในการนำหินก้อนใหญ่ๆ ขึ้นไปทำการก่อสร้างเมืองที่อยู่สูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก และเดินทางฝ่าด่านผาสูงชันอันตรายแห่งนี้ได้อย่างไรกัน

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

คาดกันว่า มาชูปิกชู ก่อสร้างขึ้นในยุคที่อินคารุ่งเรือง ราวปี ค.ศ. 1440-1450 (พ.ศ.1993) โดยจักรพรรดิ์ปาชากูตี(Pachacute) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอินคา ชื่อของ Machu Picchu นั้นความหมายถึงภูเขาโบราณ (old mountain) มีการสันนิษฐานกันถึงช่วงเวลาและเหตุผลในการสร้าง บ้างก็ว่า Machu Picchu ไม่ใช่ชุมชนที่อยู่อาศัยหรือเมือง แต่น่าจะเป็นการก่อสร้างเพื่อพักอาศัยของผู้มีอันจะกินของชาวอินคาในยุคนั้น บ้างก็ว่านี่คือศาสนสถาน หรืออาจเป็นสุสานอันยิ่งใหญ่ของผู้สร้างอาณาจักอินคา สิ่งก่อสร้างต่างๆใน Machu Picchu ทั้ง อาคารที่อยู่อาศัย อุโมงค์ อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทานการปล่อยน้ำตามคลองเล็กๆเพื่อการเกษตร รูปแบบการทำเกษตรหรือการทำนาเกลือที่เก่าแก่แบบขั้นบันได หอคอยสำหรับการเฝ้ามองดูผู้รุกราน การสร้างถนน สิ่งก่อสร้างตามไหล่เขา ที่ไล่ระดับเป็นขั้นๆ ซากกำแพงหินแกรนิตสีขาว ร่องรอยของสถาปัตยกรรมทั้งหลาย นอกจากสิ่งเหล่านี้จะดูสวยงามแล้ว ยังสะท้อนถึงความหลักแหลมทางเทคนิควิทยาการก่อสร้างของชาวอินคาในยุคนั้นได้อย่างดี

จากการศึกษาของ Bingham ทำให้เชื่อว่าเมืองนี้น่าจะมีผู้อยู่ไม่กี่ร้อยคน และนี่คือพระราชฐาน ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประทับพักผ่อนในหน้าร้อนของ Pachacute กษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรอินคา ความคิดที่ว่า Machu Picchu เป็นพระราชฐานสำหรับพักผ่อนพระอิริยาบถของกษัตริย์อินคาของ Bingham สอดคล้องกับ Richard Burger จากการศึกษาหลักฐานที่ John Howland Rowe ได้พบเอกสารสำคัญเมื่อ 15 ปีก่อน เอกสารนั้นระบุว่ามีการฟ้องร้องของพระบรมวงศานุวงศ์ของกษัตริย์ Pachacute เพื่อขอกรรมสิทธิ์เหนือ Machu Picchu คืนจากรัฐบาลเปรู นอกจากนี้ นักโบราณคดียังมีความเห็นว่า Machu Picchu น่าจะแบ่งเป็น 3 เขต โดยเขตหนึ่งเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีวิหารที่สร้างเพื่ออุทิศแด่อินติ สุริยเทพที่ชาวอินคาบูชา เขตนักบวชและผู้สูงศักดิ์ และสุดท้ายเป็นเขตของสามัญชน

นอกจากนี้ในบรรดาโครงกระดูก 175 ชุดที่ขุดได้ ในบริเวณ Machu Picchu นั้น มีถึง 150 ชุดที่เป็นของผู้หญิง ทำให้ Bingham เชื่อว่า เมื่อเกิดการสู้รับกับสเปน ชาวอินคาได้นำตัวเหล่าสตรีมาหลบซ่อน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อความปลอดภัย และให้พวกนางได้สวดมนต์ภาวนาต่อเทพเจ้าเพื่อช่วยปกป้องอินคาจากผู้รุกราน แต่เมื่อคำสวดอ้อนวอนมิเป็นผล เหล่าสตรีทั้งหลายจึงได้หลบซ่อนโดยใช้ชีวิตอยู่ ณ เมืองลี้ลับแห่งนี้ต่อไปนานราว 40 ปี จากโลกนี้ไป นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ รวมทั้งโครงกระดูก ทำให้ Burger กล่าวว่า ที่นี่เคยมีเหล่าจิตกรและศิลปินหลายคนเข้ามาพักอาศัย และจากโครงสร้างของกะโหลกศีรษะทำให้รู้ว่าบรรดาช่างประจำราชสำนักของอินคามีหลายเผ่าพันธุ์ อีกทั้งพบว่าสัดส่วนของสตรีต่อบุรุษมีในอัตราส่วน 3:2 และในบรรดาสตรีเหล่านั้นหลายคนมีร่องรอยการตั้งครรภ์ และเหตุว่าทำไม เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นเมืองร้างนั้นก็เพราะว่า ด้วยความที่เมืองนี้ตั้งอยู่บนชะงอนเขาสูง จากในรูปจะเห็นได้เลยว่าสูงเสียดฟ้าเพียงใด การเดินทางที่แสนทุรกันดาร งบประมาณการก่อสร้างที่สูง มันจึงไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การลงหลักปักฐานในระยะยาว

แต่ก็ด้วยความลี้ลับและแสนทุรกันดารในการเดินทางขึ้นไปยังเมืองในเมฆหมอกนี่เอง ทำให้ Machu Picchu ไม่ถูกผู้รุกรานอย่างสเปนทำล้าย โบราณสถานแห่งนี้ จึงคงความสมบูรณ์ไว้ได้อย่างมาก จะเพียงก็แค่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลาบ้างเท่านั้น

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

การล่มสลายของอินคา

ในยุคล่าอาณานิยม ชาวสเปน (Spanish) ได้เดินทางจากปานามาเพื่อสำรวจดินแดนทางใต้ และค้นพบจักรวรรดิอินคาโดยการนำของนายพล ฟรานโก ปิซาโร (Francisco Pizarro) การปิดฉากของอาณาจักรอินคาเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1532 หลังจากที่ Pizarro ได้มาสำรวจดินแดนแห่งนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และด้วยกำลังทหารไม่ถึง 200 คน ดูเหมือนไม่มากมายนักเมื่อเทียบกับเหล่านักรบอินคาราว 6,000 คน แต่ทว่าชาวอินคาในเวลานั้นกำลังอ่อนแอทั้งจากการระบาดของโรคฝีดาษ และจากสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างอวสการ์กับอาตาอวลปาที่เพิ่งจบลง และที่ย่ำแย่ที่สุดคือ อาวุธและยุทธวิธีในการรบที่ล้าหลังเหล่าผู้บุกรุกอย่างมาก นี่เองที่ทำให้กองกำลังจากสเปนเพียงน้อยนิด จึงสามารถมีชัยเหนือชาวอินคาได้โดยง่าย สเปนได้สังหารจักพรรดิ อะตาฮวลปา ผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีสถาปนาเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 6 หลังจากนั้น ชาวสเปนได้เข้ามามีอิทธิพลและบงการการเมืองการปกครองของชาวอินคาเรื่อยมา แม้จะมีความพยายามกอบกู้เอกราชจากบรรดาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์อินคารุ่นต่อๆมา แต่ไม่ว่าจะลุกขึ้นสู้สักกี่ครั้งก็ไม่สามารถทวงคืนอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของตนคืนได้ จนกระทั่งถึงจักรพรรดิองค์สุดท้ายคือโอรสองค์ที่ 3 ของจักรพรรดิแมนโคอินคา ทรงพระนามว่า ทูปาอะมารู ได้ถูกทหารสเปนปลงพระชนม์ หลังจากนั้นสเปนก็ได้ยึดครองอินคาอย่างเบ็ดเสร็จ ท้ายสุดจักรวรรดิอินคา (Inca Empire ) ที่เคยรุ่งเรืองมานานนับพันๆปีก็ล่มสลายไปในปี ค.ศ. 1572

มาชู ปิกชู (Machu Picchu)

มาชูปิกชูหรือนิยมเรียกอีกชื่อว่าเมืองสาบสูญแห่งอินคา  กล่าวกันว่าชื่อ  มาชูปิกชู  นี้ถูกตั้งให้กับโบราณสถานแห่งนี้โดยความเข้าใจผิด เมื่อไฮรัม บิงแฮม(ผู้ค้นพบ มาชู ปิกชู) ถามชนพื้นเมืองถึงชื่อของมัน ชนพื้นเมืองเข้าใจผิดว่าเขาถามถึงชื่อของภูเขาจึงตอบว่า “มาชูปิกชู” (แปลว่า”ยอดเขาผู้ชรา”Smilie: ;) ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่อของโบราณสถานดังกล่าวมาจนทุกวันนี้

นครกลางฟ้าแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาแอนเดส ประเทศเปรูกินเนื้อที่ประมาณ13ตารางกิโลเมตรของหุบเขาอุรุบัมบ้า ที่ความสูง 6,750ฟีตจากระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็นมาชูปิกชูได้ และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานและยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มาชู ปิคชู (Machu Picchu)

โบราณสถานถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40ชั้นซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200หลัง

24กรกฎาคม 1911ไฮรัม บิงแฮม ที่สามซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (และเป็นต้นแบบของ”อินเดียน่าโจนส์”Smilie: ;) ได้ค้นพบโบราณสถานดังกล่าวระหว่างการค้นหาโบราณสถานของอินคาในละแวกใกล้เคียง จนถึงปี 1915บิงแฮมได้ทำการตรวจสอบมาชูปิกชู 3ครั้งและเขียนผลการวิจัยหลายฉบับออกมา ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ  “The Lost City of the Incas”  ซึ่งกลายมาเป็นเบสต์เซลเลอร์ และได้รับการแนะนำในนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ในหนังสือของปี 1930บิงแฮมได้นำเสนอสมมติฐานว่ามาชูปิกชูเคยถูกปกครองโดยนักบวชของลัทธิบูชาสุริยะและมีการทำพิธีถวายหญิงสาวเป็นเครื่องสังเวยแก่พระเจ้าของพวกเขา ทั้งที่นี่ยังเป็นป้อมปราการสุดท้ายของชาวอินคาที่ต่อสู้กับชาวสเปนอีกด้วยซึ่งสมมติฐานนี้ได้กลายมาเป็นอิมเมจของมาชูปิกชูอยู่เป็นเวลานานทีเดียว

หลังจากที่บิงแฮมเกษียณจากมหาวิทยาลัย เขาได้ไต่เต้าขึ้นไปเป็นรองผู้ว่ารัฐคอนติเนคัท ผู้ว่าฯ และกลายเป็นวุฒิสมาชิกของสภาในที่สุด บิงแฮมส่งเสริมการค้นคว้าเกี่ยวกับมาชูปิกชูไว้มากมายซึ่งมีผลไปถึง 40ปีหลังจากที่เขาเสียชีวิตทีเดียว และส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการค้นคว้ามาชูปิกชูในปัจจุบันก็มาจากแรงบันดาลใจจากงานเขียนของเขาเช่นกัน (ในปัจจุบัน มีการอ้างว่ามีชาวเปรูชื่อแอกสติน ลีซาลาก้าได้ค้นพบมาชูปิกชูก่อนบิงแฮมถึง 9ปี ปัจจุบัน ข้อเท็จจริงเรื่องนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่เนื่องจากมีพยานยืนยันหลายคน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นความจริง)

จะอย่างไรก็ดี สมมติฐานที่บิงแฮมทิ้งไว้ในฐานะผู้ค้นพบก็ทำให้การวิจัยในยุคหลังเป็นไปอย่างลำบากไม่น้อย ริชาร์ดL. เบอร์เกอร์และลูซี่ C. ซาลาซ่าร์จากมหาวิทยาลัยเยลได้ยืนยันว่า มาชูปิชูไม่น่าจะเป็นป้อมปราการของอินคาดังที่เข้าใจกัน เนื่องจากในบันทึกที่หลงเหลืออยู่ของสเปนกล่าวไว้ว่า” ปี 1572ชาวอินคากลุ่มสุดท้ายขัดขืนเพียงเล็กน้อยก่อนจะยอมจำนนที่ที่ซ่อนกลางป่าดงดิบในที่ราบ” ในขณะที่มาชูปิกชูเป็นที่ราบสูง

มีการตั้งสมมติฐานว่ามาชูปิกชูน่าจะเป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตุการโคจรของดวงอาทิตย์มากกว่าเนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดีในวันสิ้นสุดฤดูร้อนและวันสิ้นสุดฤดูหนาว ส่วนแท่นบูชายัญที่บิงแฮมกล่าวไว้ น่าจะมีไว้เพื่อเป็นหอสังเกตุวงโคจรของดวงอาทิตย์เช่นกัน

โบราณวัตถุที่บิงแฮมนำมาจากมาชูปิกชูถูกห่อไว้ด้วยหนังสือพิมพ์ของช่วงปี 1920และเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บเอกสารของมหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลานาน การตรวจสอบพบว่าของส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นในศตวรรษที่ 15ส่วนของที่ถูกฝังในหลุมศพนั้นมีลักษณะเรียบง่าย จึงน่าจะเป็นของผู้รับใช้มากกว่าเชื้อพระวงศ์

ซากศพที่พบในมาชูปิกชูมีจำนวนของชายหญิงพอๆกันน่าจะมีการอาศัยเป็นครอบครัวซึ่งมีเด็กอยู่ด้วย ศพส่วนใหญ่พบร่องรอยของวัณโรคและโรคพยาธิ ฟันมีรอยผุเนื่องจากการทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ศพส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุและไม่พบร่องรอยการตายที่น่าจะเกิดจากสงครามนัก สันนิษฐานได้ว่าศพของเชื้อพระวงศ์น่าจะถูกนำไปทำพิธีที่คุสโก้จึงไม่พบอยู่ที่นี่

มีบางศพที่เห็นได้ชัดว่ามาจากแถบอารยธรรมอื่นเช่นจากบริเวณทะเลสาปติติกากา คาดว่าน่าจะเป็นศพของช่างฝีมือที่ถูกเรียกมาเพื่อการก่อกำแพงหินซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินที่ถูกตัดไว้อย่างลวกๆแล้วใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเช่นกันค่อยๆเซาะตบแต่งให้เรียบร้อยอีกที ในภายหลังมีการค้นพบเส้นทางการลำเลียงหินและแหล่งที่มาของหินเหล่านี้ซึ่งมีการพบเครื่องมือตัดหินที่ทำจากหินซึ่งมีความแข็งเป็นพิเศษอยู่ด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ มีการพบรอยไหม้ในชั้นใต้ดินของสิ่งก่อสร้าง จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากชาวเมืองซึ่งเกรงว่าสเปนจะบุกมาจึงได้เผามาชูปิกชูเสียก็เป็นได้

มีสมมติฐานกล่าวว่ามาชูปิกชูอาจจะไม่ได้เป็นเมืองเลยก็ได้ ที่นี่น่าจะเป็นที่พักตากอากาศสำหรับเชื้อพระวงศ์ในหน้าแล้งมาชูปิกชูประกอบด้วยราชวังซึ่งมีวิหารและคฤหาสน์ล้อมอยู่รอบๆซึ่งรวมไปถึงที่พักของผู้ทำงานในสถานที่นั้นๆด้วย คาดว่าในหน้าฝนหรือช่วงที่ไม่มีเชื้อพระวงศ์มาพัก ที่นี่น่าจะมีผู้อาศัยอยู่ไม่เกิน 750คน เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าพาชาคูตี้ในช่วงปี 1440และน่าจะมีผู้อาศัยอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถูกชาวสเปนมายึดดินแดนในอีก 80ปีให้หลัง

อีกสมมติฐานกล่าวว่ามาชูปิกชูน่าจะเป็นเมืองที่เกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาเห็นได้จากตำแหน่งของเมืองที่เหมาะกับการสังเกตุวงโคจรดวงอาทิตย์ และหน้าต่างดวงอาทิตย์ซึ่งกล่าวไว้ในข้างต้น

นอกจากนี้ ชาวอินคามักจะยกพระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นของคู่กัน ซึ่งมีการพบสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระจันทร์ในโบราณสถานอื่นๆเป็นจำนวนมาก และสำหรับมาชูปิชูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์นี้ ก็มีถ้ำในไวนาปิกชู (แปลว่า”ยอดเขาผู้เยาว์วัย”Smilie: ;) ที่อยู่เบื้องหลังมาชูปิกชูอีกที ซึ่งถูกสร้างไว้เป็นวิหารของดวงจันทร์

Posted in สิ่งมหัศจรรย์ Tagged , , , ,